062-695-4245
kanniga@mydigitalpartner.co.th

BLOGS

14 Jan 2016

“3 คำถาม ที่คุณต้องตอบก่อนวางแผนการตลาดออนไลน์”

/
Posted By

สวัสดีปีใหม่ครับ ขอให้ผู้อ่านทุกๆคนประสบความสำเร็จในทุกๆด้านของชีวิต คิดสิ่งใดที่ดีก็ขอให้สมความปรารถนา ทุกประการ กิจการทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรืองโตวันโตคืน ขยายธุรกิจข้ามประเทศ ขยายอาณาเขตไปต่างแดน

ปีใหม่นี้ ผมเชื่อว่าหนึ่งในสิ่งที่ทุกๆธุรกิจจะต้องทำในช่วงต้นปี หรือบางธุรกิจก็ได้ทำไปแล้วในช่วงปลายปีที่แล้ว ก็คือ
การกำหนดเป้าหมายของธุรกิจในปีนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็น “ยอดขาย” ที่ต้องการให้องค์กรเติบโตไปอย่างมั่นคง พร้อมผลกำไรที่มั่งคั่ง

เมื่อมี “เป้าหมายเป็นยอดขาย” เจ้าของธุรกิจหรือฝ่ายการตลาดก็ต้องมานั่งระดมสมองคิดกลยุทธ์ หาวิธีการใหม่ๆ ในการเพิ่มลูกค้าและยอดขาย รวมไปถึงการวิเคราะห์สิ่งที่ทำในปีที่ผ่านมา เพื่อจัดสรรงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพ สูงสุด

และผมเชื่อว่าหนึ่งในกลยุทธ์ที่แทบจะทุกองค์กรบรรจุเอาไว้ก็คือ “การตลาดออนไลน์” เพราะทุกคนรู้ว่า ในยุคปัจจุบันนี้แทบจะทุกที่ และทุกธุรกิจจำเป็นต้องเชื่อมต่อกับอินเตอร์เนต พวกเราสื่อสารกันผ่านสื่อดิจิตอลต่างๆ ไม่ว่าจะส่งอีเมลล์ แชทกับเพื่อนในไลน์ อัพเดทสถานะในเฟสบุ๊ค อ่านข่าวสารในเวปไซต์ ดูรายการย้อนหลังใน Youtube หรือติดตามชีวิตดาราผ่านอินสตาแกรม

หลายองค์กรจำเป็นต้องทำการ “กำหนดงบประมาณการตลาดออนไลน์” ประจำปี 2559 นี้ ทั้งๆที่ยังไม่มีแผนงานใดใด ซึ่งถ้ากำหนดไว้สูง ก็จะทำให้ขออนุมัติไม่ผ่าน ถ้ากำหนดไว้ต่ำ เวลาทำงานจริงๆก็ไม่พอ ต้องไปทำเรื่องขอเพิ่ม เปรียบเหมือนว่า เรากำหนดงบประมาณการเดินทางไปญี่ปุ่น แต่เราไม่เคยศึกษามาก่อนว่าค่าตั๋วเครื่องบินโดยเฉลี่ย ราคาเท่าไหร่ ค่าที่พัก ค่ากินอยู่ต่อวัน ค่าเดินทางท่องเที่ยว และเราจะเดินทางกี่วัน

การมีเป้าหมายที่ชัดเจนเป็นสิ่งที่ดี แต่การจะไปถึงเป้าหมายให้ได้นั้น คุณจำเป็นศึกษา และทำความเข้าใจ เกี่ยวกับวิธีการและขั้นตอนคร่าวๆในการไปถึงเป้าหมาย เพื่อจะได้จัดสรรงบประมาณให้ใกล้เคียงกับ ความเป็นจริงให้มากที่สุด

ดังนั้น วันนี้ผมจะมาช่วยตั้งคำถาม ให้คุณลองไปหาคำตอบสำหรับธุรกิจของคุณ เพื่อช่วยให้คุณวางแผนและจัดสรรงบประมาณการตลาดออนไลน์ได้ง่ายยิ่งขึ้น

1. ธุรกิจของคุณ มีเวปไซต์หรือยัง?

A. มีแล้ว
ถ้าคุณมีเวปไซต์อยู่แล้ว ขอถามต่ออีกข้อนึงว่า เวปไซต์ของคุณสามารถใช้งานได้ง่ายบนมือถือหรือไม่?
ถ้าคุณเปิดเวปไซต์ของคุณ แล้วคุณยังต้องใช้สองนิ้ว ถ่างเข้า และถ่างออก เพื่ออ่านเนื้อหา หรือเพื่อกดเมนู ก็แสดงว่า ได้เวลาที่คุณจะต้องทำเวปไซต์ใหม่แบบที่เรียกว่า Responsive Design แล้วล่ะครับ เพราะในยุคนี้ คนส่วนใหญ่ใช้มือถือเล่นอินเตอร์เนต มากกว่าการใช้ Desktop และ Tablet

B. ยังไม่มี
ถ้ายังไม่มี ก็ได้ฤกษ์ที่จะต้องวางแผนทำเวปไซต์ให้กับองค์กรแล้วล่ะครับ ถึงแม้คุณจะบอกว่าแต่คุณมี Facebook Page แล้วก็ตาม เพราะ “เวปไซต์คือหัวใจของการทำธุรกิจออนไลน์” ครับถ้าผลสรุปออกมาว่า คุณจำเป็นต้องทำเวปไซต์ใหม่ คุณก็จำเป็นต้องกำหนดงบประมาณส่วนหนึ่ง สำหรับการพัฒนาเวปไซต์ ซึ่งผมถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะเวปไซต์คือหน้าร้านของธุรกิจคุณ ที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน แถมสามารถเข้าถึงคนได้ทั่วทั้งโลก แต่ผมคงบอกไม่ได้ว่า ควรจะตั้งงบเท่าไหร่ เพราะมีปัจจัยหลายอย่างมากที่มีผลต่อราคาการพัฒนาเวปไซต์ อาทิเช่น โครงสร้างของเวปไซต์, ฟังก์ชั่นการทำงานต่างๆ, ระบบหลังบ้านสำหรับอัพเดทข้อมูล, ฯลฯ

การทำเวปไซต์ ก็เหมือนการสร้างบ้านล่ะครับ ถ้ามีคนมาถาม “สร้างบ้านหลังนึงราคาเท่าไหร่?”
ก็คงไม่มีใครสามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ จนกว่าจะเข้าใจความต้องการเบื้องต้น เช่น สร้างบ้านบนพื้นที่เท่าไหร่? กี่ชั้น? เป็นบ้านเดี่ยวหรือทาวน์โฮม? เป็นต้น เพราะการสร้างทาวน์โฮมบนพื้นที่ 20 ตารางวา กับการสร้างบ้านเดี่ยว 4 ชั้นบนพื้นที่ 200 ตารางวา ราคาย่อมไม่เท่ากันใช่มั้ยครับ?

เคล็ดลับง่ายๆในการประเมินราคาพัฒนาเวปไซต์เบื้องต้น ก็คือ ให้ลองดูเวปไซต์ของบริษัทอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกันที่คุณถูกใจ แล้วถามหาชื่อบริษัทที่จัดทำเวปไซต์นั้นๆ หรือในทางกลับกัน ให้ลองติดต่อเอเจนซี่ ที่รับทำเวปไซต์ที่มีผลงานพัฒนาเวปไซต์ให้กับบริษัทที่ใกล้เคียงกับคุณสัก 3 ราย เพื่อให้เขาลองประเมินราคาเบื้องต้น จากนั้นคุณก็จะได้งบประมาณคร่าวๆในการพัฒนาเวปไซต์

2. เวปไซต์ของคุณมีคนดูหรือไม่?

A. ไม่รู้ และ ไม่แน่ใจ
เชื่อมั้ยครับว่า มีธุรกิจจำนวนมากที่มีเวปไซต์ แต่ไม่รู้ว่ามีคนดูเวปไซต์ของเขาหรือไม่? เหมือนคุณเปิดร้านกาแฟสักร้าน ลงทุนตกแต่งอย่างดิบดี แล้วจ้างพนักงานมาเฝ้า พอสิ้นเดือน คุณดูยอดขาย พร้อมกับถามพนักงานว่า เดือนนี้มีคนเดินเข้าร้านมากี่คน? เพื่อจะลองมาวิเคราะห์ และวางแผน แต่คุณกลับได้คำตอบจากพนักงานของคุณว่า “ก็หลายคนนะค่ะ” แต่เขาไม่รู้ว่ากี่คน เพราะไม่เคยนับ และไม่เคยรู้ด้วยว่าต้องนับ ในเดือนถัดไป คุณก็จะมอบหมายให้เขาช่วยนับ เพื่อให้คุณสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาวางแผนการตลาดต่อไปได้ ซึ่งการนับจำนวนคนที่เดิน เข้าร้านค้าในแต่ละวัน แท้จริงแล้วทำได้ยากกว่าการเก็บข้อมูลของคน ที่เยี่ยมชมเวปไซต์ของคุณด้วยซ้ำ

ถ้าคุณไม่รู้ว่าเวปไซต์คุณมีคนดูหรือไม่ ผมแนะนำว่า คุณทำการติดตั้ง Google Analytics ซึ่งเป็น Tools ที่ทาง Google ให้บริการฟรี โดยสามารถสมัครใช้บริการได้ที่ http://analytics.google.com/ และทำการศึกษาสถิติการเยี่ยมชมเวปไซต์ หรือทำการติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้าน Google Analytics เพื่อให้ช่วยทำการวิเคราะห์ข้อมูล พร้อมให้คำปรึกษา หรือเรียกได้ว่าเป็นการ “ตรวจสุขภาพธุรกิจของคุณบนโลกออนไลน์” ก่อนที่คุณจะเริ่มวางแผนซื้อโฆษณาในปีนี้

B. มี
ถ้าคุณทำการติดตั้ง Google Analytics ไว้เรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาที่จะนำข้อมูลมาวิเคราะห์ อาทิเช่น มีคนเข้าเวปไซต์ของคุณวันละกี่คน, มาจากจังหวัดอะไร, มาจากโฆษณาใน Google หรือ Facebook, ใช้มือถือหรือ Desktop ในการเข้าชมเวปไซต์ ซึ่งข้อมูลต่างๆที่ Google Analytics เก็บบันทึกเอาไว้นั้น ขอบอกว่าละเอียดและมีประโยชน์เป็นอย่างมาก ช่วยให้คุณวิเคราะห์เวปไซต์ของคุณในอดีต และวางแผนอนาคตได้ชัดเจนขึ้น

สมมติว่า ร้านกาแฟของคุณเดือนถัดมา พนักงานเก็บข้อมูลและสรุปให้คุณว่าเดือนนี้มีคนเข้ามาที่ร้าน 300 คน และขายกาแฟได้ 200 แก้ว แล้วคุณอยากจะเพิ่มยอดขายเป็น 400 แก้ว วิธีการคิดคร่าวๆ ก็คือ คุณต้องหาวิธีการดึงคนเดินเข้าร้านเพิ่มขึ้นให้ได้ 600 คน ใช่มั้ยครับ? (คิดคร่าวๆนะครับ จริงๆแล้วมีวิธีคิดที่ละเอียดกว่านี้)

การวางแผนการตลาดออนไลน์ก็เช่นเดียวกัน ก่อนที่เราจะเริ่มรุก บุกเข้าหาผู้บริโภค เราก็ควรจะรู้ค่าอ้างอิงก่อนเริ่มว่า ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย เรามีคนเข้าเวปไซต์กี่คน ขายของผ่านเวปไซต์ได้เท่าไหร่ หรือได้กลุ่มเป้าหมายกี่รายต่อเดือน จากนั้นค่อยมาวางแผนในการเพิ่มยอดคนเข้าเวปไซต์ เพื่อช่วยเพิ่มยอดขาย หรือเพิ่มจำนวนลูกค้ากลุ่มเป้าหมายใหม่ๆให้กับฝ่ายขาย

3. เคยลงสื่อโฆษณาออนไลน์หรือยัง?

A. ไม่เคยเลย
ถ้าคุณไม่เคยลงโฆษณาออนไลน์เลย ก็ได้เวลาที่คุณต้องกำหนดงบประมาณสำหรับโฆษณาออนไลน์ โดยอาจจะแยกตามวัตถุประสงค์ของสื่อโฆษณาดังนี้
01. สื่อที่ใช้ในการกระตุ้นการรับรู้ (Create Brand Awareness)
สื่อโฆษณาออนไลน์ประเภทนี้จะเพื่อกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายเห็น และคาดว่าเขาจะสนใจในสินค้าหรือบริการของเรา อาทิเช่น แบนเนอร์ตามเวปไซต์ต่างๆ, Google Display Network (GDN), Facebook Ads, Instagram Ads ซึ่งงบประมาณในแต่ละสื่อ ก็แตกต่างกันไป ผมแนะนำให้ทำความเข้าใจประสิทธิภาพของสื่อโฆษณาแต่ละประเภท ก่อนที่จะเริ่มลุยโฆษณาออนไลน์แบบเต็มตัว
02. สื่อที่ใช้ในการดักการค้นหา (Direct Response)
สื่อโฆษณาออนไลน์ประเภทนี้จะเป็นการตั้งรับ รอให้กลุ่มเป้าหมายมาค้นหาใน Google แล้วค่อยแสดงโฆษณาในผลลัพธ์การค้นหา หรือที่เรารู้จักกันว่า Google Adwords (Search Engine Marketing)

B. เคย
ถ้าคุณเคยลงโฆษณาออนไลน์ ก็ได้เวลาที่คุณนำรายงานจากการโฆษณาที่ผ่านมา มาวิเคราะห์ว่า โฆษณาชิ้นไหนได้ผลลัพธ์อย่างไร ควรโฆษณาต่อที่ไหน และควรยกเลิกที่ไหน ซึ่งส่วนใหญ่ ถ้าเอเจนซี่ที่ดูแลบริการจัดการโฆษณาให้คุณ จะเป็นคนสรุปและอธิบายรายละเอียดต่างๆเหล่านี้ ให้คุณฟัง และช่วยคุณวางแผนงบประมาณในครั้งถัดไป

สรุปสั้นๆว่า คุณจำเป็นต้องแยกงบประมาณไว้สองส่วนคือ ส่วนของการพัฒนาและปรับปรุงเวปไซต์ และงบประมาณ โฆษณาออนไลน์ครับ ซึ่งการจะใช้งบโฆษณาออนไลน์เท่าไหร่นั้น ก็ขึ้นกับว่า คุณมีงบการตลาดโดยรวมอยู่เท่าไหร่ แล้วคุณสามารถแบ่งสัดส่วนงบโฆษณามาที่ออนไลน์ได้แค่ไหน และเป้าหมายทางยอดขายที่คุณต้องการเติบโตกว่า ปีที่ผ่านมาคือเท่าไหร่ เพราะงบประมาษณด้านการตลาด ก็ควรเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมของการประมาณ เป้าหมายของยอดขาย

สุดท้ายนี้ หากใครมีคำถามใดๆ ส่งอีเมลล์มาพูดคุยสอบถาม กันได้ที่ mint@mydigitalpartner.in.th พบกันใหม่ฉบับหน้าครับ

เกี่ยวกับผู้เขียน
• ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารบริษัท Minted Images, My Digital Partner และ Real Smart Solutions
• Partner และ Chief Marketing Officer of Market Anyware Co., Ltd.
• คนไทยที่ได้รับเลือกเข้าร่วมโครงการ Partner Academy Trainer and Partner Academy Speaker ในการเป็นตัวแทนสอน Google ได้ทั่วโลก และเป็นหนึ่งในวิทยากรสอน Google Adwords ในโครงการ Google Ignite Thailand
• คนไทยที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นอาจารย์สอนนักศึกษานานาชาติ หลักสูตร IFA Paris’s MBA in Luxury Brand Management ในวิชา Web Strategies for Luxury Brand
• ได้รับการรับรองต่างๆมากมายอาทิเช่น Google Adwords Certified (Fundamental, Advance Search, Advance Display Network) and Google Analytics Certified

Comments

comments


Leave a Reply